จิตใต้สำนึก วิธีดึงพลังจิตให้กลายเป็นคนโชคดีและประสบความสำเร็จในชีวิต

 

          คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ไม่เคยได้ยินคำว่า จิตใต้สำนึก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักกับมันอย่าง เข้าใจและสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์ได้จริงๆ แล้วจิตใต้สำนึกคืออะไรนะหรือ?  จิตใต้สำนึก มันก็คือความเชื่อ ความคิดและทัศนคติที่ได้รับการสั่งสมจากประสบการณ์ จากชีวิตสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ แล้วถูกเก็บและฝังลึกภายใต้จิตใจ แล้วมันจะแสดงออกเป็นนิสัยใช่ไหม?  ทั้งในรูปแบบของพฤติกรรมการกระทำหรือเปล่า?  ถ้าใช่  แล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ  จิตใต้สำนึก คือ การประทับประสบการณ์ จนก่อเกิดเป็นนิสัยและแสดงพฤติกรรมออกมานั่นเอง จิตใต้สำนึกเป็นพลังที่เร้นลับ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้

จิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึก

         การดำเนินชีวิตของคนเราก็ใช่ว่าจะเรียบง่ายเสมอไป บางครั้งมีทุกข์ บางครั้งมีสุข เปรียบเสมือนเรือที่อยู่กลางทะเล ซึ่งเราก็ไม่สามารถควบคุมลมพายุได้เลย การล่องเรืออยู่ท่ามกลางมรสุม ที่ยังไม่สามารถรู้ได้ว่า ความรุนแรงของลมทะเลนั้น จะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด และเราเองก็ไม่มีอำนาจที่จะสามารถหยุดคลื่นทะเล ให้หยุดนิ่งได้

       ก็เปรียบเหมือนชีวิตมนุษย์ บนโลกแห่งความเป็นจริง ที่ไม่สามารถควบคุมกฎของธรรมชาติได้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เราจะทุกข์ จะสุขเมื่อไร ความทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ซึ่งมันอยู่ที่ความคิดและการให้ขนาดความสำคัญ คนเราจะใช้เวลาอยู่กับความทุกข์น้อยหรือมาก อยู่ที่เรา

        แต่จะทำอย่างไรล่ะ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราจะก้าวผ่านมรสุมอันเลวร้ายนี้ไปได้อย่างไร วิธีในการแก้ไขปัญหาของคนเรามักจะแตกต่างกันไป อาจจะผิดหรืออาจจะถูก ต้องใช้เวลา ใช้ต้นทุนทางเงินและต้นทุนอื่นๆที่แตกต่างกันไป

       ทั้งนี้เป็นเพราะประสบการณ์ ความสามารถ ทักษะ การตัดสินใจ พื้นฐานทางความรู้ ความพร้อมของทรัพยากรต่างๆที่ต่างกัน  ถึงแม้แต่ปัญหาเดียวกัน สำหรับวิธีแก้ไขปัญหาก็ยอมแตกต่างกันไปเช่น เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น  แล้วการหาทางออกของปัญหานั้น บางคนอาจจะเลือกวิธีกินอาหารที่ชอบหรือการไปเที่ยวพักผ่อน บางคนอาจจะใช้วิธีปรึกษาพูดคุยกับคนรอบข้างของเรา  สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นเพียง วิธีการเติมพลัง ให้เรามีแรงที่จะก้าวผ่าน แต่สิ่งสำคัญคือ พลังที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตัวเราเอง ซึ่งเรียกว่าพลัง จิตใต้สำนึก

          จิตใต้สำนึก คือ สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เป็นตัวประทับประสบการณ์ของเราไว้ เมื่อใดที่เราพบเจอสิ่งต่างๆ เมื่อใดเราเจอสิ่งที่แย่ๆ เราก็แสดงพฤติกรรมด้านลบออกมา และเมื่อใดที่เราเจอสิ่งที่ดีๆ เราก็จะแสดงพฤติกรรมด้านบวกออกมา เป็นการแสดงพฤติกรรมออก เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเล้า ตามกระบวนของจิตใต้สำนึก และยังมีอิทธิพลต่อจิตสำนึกอีกด้วย

จิตใต้สำนึก

   กระบวนการทำงานของ จิตใต้สำนึก

            หมายถึง การสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งเรียกว่า ปัจจัยป้อน  จิตใต้สำนึกเองก็จะไม่สามารถแยกแยะประเภทของข้อมูล โดยที่จะรับข้อมูลจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตรอบด้านทั้งหมด อันเกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตประจำวัน กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลนี้ จะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่การที่เราเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา เติบโตเป็นผู้ใหญ่ จนถึงการมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน ตัวอย่างปัจจัยป้อนเช่น การเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ การเดินทาง สถานที่ทำงาน ฯลฯ

         ปัจจัยป้อนยังรวมถึง ทั้งที่เป็นความคิด ความเชื่อ ทรรศนคติหรือจนตนาการ หลังจากนั้น  เมื่อเรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นสิ่งเล้า  จิตใต้สำนึกจะทำหน้าที่ประมวลผล แล้วสะท้อนผ่านจิตสำนึก ให้แสดงออกเป็น อารมณ์ความรู้สึก สีหน้าแววตา พฤติกรรมและการกระทำต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านั้น

           โดยที่จิตใต้สำนึกเอง จะทำงานตามปริมาณที่ได้สั่งสม ที่มีจำนวนมากๆ ส่วนสิ่งที่มีปริมาณน้อย ก็จะถูกกลบและไม่ให้แสดงออก แต่สิ่งที่มีปริมาณน้อยๆ เหล่านั้นก็ไม่ได้หมดไป  หมายความว่า ผู้ใดมีความคิดดีจิตสำนึกก็จะแสดงออกแต่สิ่งดี มองโลกในแง่ดีได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความคิดไม่ดีเพิ่มมากขึ้น ก็จะกลายเป็นคนคิดไม่ดีได้  ดังนั้นคนที่มีกระบวนการสะสมสิ่งดีๆ มีความคิดบวก มักจะทำในสิ่งที่เป็นบวกและสร้างสรรค์ จึงส่งผลดีต่อการดำรงชีวิต กลายเป็นผู้ที่มีความสุขในชีวิต

จิตใต้สำนึก

  การเรียกใช้ จิตใต้สำนึก

            คือกฎของธรรมชาติว่าด้วยการดึงพลังจากสิ่งล้อมรอบตัว เป็นการรวบรวมพลังจิตทั้งจักรวาล ให้มาสถิตไว้ในจิตใต้สำนึก เป็นการสั่งสมพลังแห่งความเชื่อมั่ความศรัทธา ความรู้ ความสามารถและการนับถือตนเอง เพื่อเป็นเข็มทิศชี้นำการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในชีวิตให้ดีขึ้น เช่น  คนมีจิตใต้สำนึกด้านบวก ก็มักจะเป็นคนที่มีเป้าหมายและมีแผนที่ชีวิต แล้วสามารถกระตุ้นตนเองให้ลงมือทำงานตามแผนต่างๆ ด้วยความเพียรพยายาม สามารถโน้มน้าวตนเอง ให้ฟันฝ่าอุปสรรคปัญหา เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย จนประสบความสำเร็จได้

         การสร้างพลังจิตใต้สำนึกควรต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง ก็ดังเหมือนคนที่มีดวงชะตาอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งย่อมมีเงินมีทองใช้ การลาภก้อนโตจากการลงทุน ก็จะต้องใช้เงินให้เป็นไม่ฟุ่มเฟือย เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเ เงินที่ได้มาก็ย่อมหมดไป   ซึ่งก็เหมือนกับการสร้างจิตใตสำนึกด้านดีให้มากกว่าด้านที่เป็นลบ การไม่หลงระเริง ไม่ประมาท การความเพียรและความอดทน ในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ถึงแม้บางช่วงชีวิตจะทุกข์บ้างก็ให้มองโลกในแง่บวก เพราะไม่นานนักแล้วปัญหาต่างๆมันก็จะผ่านได้

          คนเรามีกรรมเป็นทาญาติ ไม่มีใครสามารถขับเคลื่อนความสำเร็จหรือแม้แต่แก้ไขความทุกข์ได้นอกจากตัวเราเอง  ” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นใดเล่า จะเป็นที่พึ่งได้ …อัต ตา หิ อัต โน นา โถ โก หิ นา โถ ป โร สิ ยา…”  คนๆนั้นจะแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ ก็คือตัวเราเอง ด้วยจิตใต้สำนึกของเราเองนี่แหละ  วิธีการสื่อสารให้กับจิตใต้สำนึกรับรู้   ให้ประทับตรา จนกลายเป็นนิสัย เป็นสันดานที่ดี ถึงแม้ว่าจะเจอเรื่องดีหรือเลวร้าย  ” เราต้องคิดบวกได้ ” แล้วคำว่าคนโชคดีและประสบความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราอย่างแน่นอน

จิตใต้สำนึก

 การสื่อสารกับจิตใต้สำนึก

           จริงๆ แล้วการสะสมปริมาณความคิดดีคิดบวกคิดสร้างสรรค์ก็มีอยู่ 4 อย่าง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เราใช้ในชีวิตประจำวันของเรามาจาก 4 การกระทำดังนี้

  1. การคิด ความคิดเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อคนเรามาก เพราะความคิด เป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำ การกระทำจะนำมาซึ่ง ผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ คนที่คิดลบก็เป็นลบ คนที่คิดบวกชีวิตก็เป็นบวก ฝึกคิดบวกทุกๆ วัน วิธีการฝึกคิดบวกเริ่มต้นด้วยการสะสม คำพูดดี ซึ่งสามารถหาได้จากประสบการณ์ชีวิตประจำวัน จากตนเอง จากผู้อื่น หรือการอ่านหนังสือแนวคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ แล้วลงมือเขียนมันลงสมุดทุกๆวัน แล้วนำสิ่งที่ได้จากการเขียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน กรณีคิดลบให้ทบทวนตนเองเสียใหม่ แล้วมองย้อนไปที่เหตุการณ์เดิมว่า เราจะสามารถคิดบวกได้อย่างไร ถึงแม้ว่า กฏของจิตใต้สำนึก ไม่สามารถลบล้างความคิดไม่ดีต่างๆ ได้ แต่ก็เป็นวิธีกลบความคิดลบให้น้อยลงได้

  2. การพูด  พูดดีก็เป็นศรีแก่ตัว พูดในสิ่งที่เข้าใจง่าย การพูดกับจิตใต้สำนึกก็ต้องง่าย เข้าใจ  ไม่ซับซ้อน ต้องการอะไรก็บอกกับจิตใต้สำนึกตนเองไป พูดเน้นย้ำ ด้วยวิธีการสะสมสิ่งดีบนรูปแบบทำซ้ำ ให้ใช้คำพูด ในสิ่งที่เป็นเชิงบวกกับตนเองทุกๆ วัน เช่น ตัวเราเก่ง สามารถทำได้ ให้กำลังตัวเองให้เป็น ฉันทำได้ๆ คนอื่นทำได้….ฉันทำได้ ฉันมีพรสวรรค์ ฉันทำงานได้ดีเยี่ยม ฯลฯ ซึ่งอาจจะกล่าวคำพูดเหล่านั้นกับตนเองก่อนนอน หรือช่วงเวลาตื่นนอนตอนเช้า ก่อนไปทำงาน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ สมองและจิตใต้สำนึก จะสามารถจดจำได้ดี แล้วจงเชื่อ ว่าตนเองเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ

  3. การรู้สึก  รู้สึกจริงใจ เอาใจเราไปใส่ใจเขา การเข้าใจผู้อื่นและตนเอง ต้องแสดงออกมาด้วยพลัง ที่ออกมาจากภายในจิตของเราจริงๆ บางครั้งอาจมีที่มันขัดแย้งกับความรู้สึก แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ เราจะชินและรู้สึกกับมันไปเอง การแสดงออกความรู้สึกเชิงบวก จะเป็นการเรียนรู้ และเป็นวิธีสะสมความคิด ทัศนคติจากของจริง สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นบวกให้กับตนเองได้ ปรับเปลี่ยนให้เรากลายผู้ที่มีน้ำใสใจจริง ย่อมได้รับการไว้วางใจ เป็นคนที่น่าคบของคนอื่น เป็นการดึงดูดสิ่งดีๆ

  4. การเคลื่อนไหวที่มีท่าทางที่สง่า สมาร์ท จะทำให้ตนเองดูดี มีเสน่ห์ ช่วยทำให้ การดำเนินเรื่องราวของตนเองต่อไปภายหน้า มีความเชื่อมั่น และมั่นใจในความเป็นตัวตนของตนเอง แต่ต้องไม่เป็นคนที่แข็งกระด้าง คนมีกิริยาอ่อนน้อม มักจะได้รับคำชมดีจากคนอื่น เมื่อได้รับคำชม ให้เราน้อมรับด้วยคำพูดว่า ขอบคุณ

          4 สิ่งเหล่านี้ เมื่อเราสื่อสารกับจิตใต้สำนึกได้รับรู้อยู่เป็นนิจ จะทำให้  “เรามีสภาวะจิตที่แข็งแรงและดีเลิศ แม้จะเจอปัญหาอุปสรรค หรือแม้แต่พายุที่โหมเข้ามาในชีวิตจะมากน้อยแค่ไหน ตัวเรา เรือของเราก็จะไม่ล่มกลางทะเลแน่นอน” เคล็ดลับวิธีฝึก กล่อมเกลา จิตใต้สำนึก การเปิดใจเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต เป็นวิธีดึงศักยภาพของตนที่มีอยู่ นำมาใช้งาน ทำให้ฝันกลายกลายเป็นจริง กลายเป็นคนโชคดีและประสบความสำเร็จในชีวิต ด้วยการฝึกจิตใต้สำนึกจากการทำตามกฎแรงแห่งการดึงดูด  สิ่งของสองสิ่งที่ควรคู่กัน ย่อมดึงดูดเข้าหากัน ชีวิตเรา  สร้างได้

อ่านต่อกฎแห่งการดึงดูด   คิดบวก ความหมายคิดบวก แล้วทำไมต้องฟัง คิด พูด เขียนเชิงบวก 

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *